Get Adobe Flash player
หน้าหลัก โครงการเรียนฟรี The CMS โรคเอดส์

โรคเอดส์

There are no translations available.

Surprisedโรคเอดส์Surprised

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrom) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์ หรือ เอชไอวี (HIV - Human Immunodeficiency Syndrom) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถอาศัยหรือทำให้เกิดโรคในคนเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดโรคในสัตว์อื่น โดยเชื้อดังกล่าวจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวและเซลล์หลายชนิดในระบบภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญคือ CD4 ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอ

ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ที่ยังมีจำนวนเซลล์ CD4 มากกว่า 200 เซลล์ ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร     จะมีอาการแสดงได้หลากหลาย ขึ้นกับระยะของโรค เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย หรือแม้ว่าไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งเรียกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายมากขึ้น จนกระทั่ง CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์ ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือมี Lymphpcytes เพียงร้อยละ 14 แล้ว จึงเรียกได้ว่า เป็นโรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งในระยะนี้อาการจะรุนแรงขึ้น โดยมีเหงื่อออกกลางคืน มีไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก ท้องร่วงเรื้อรัง ลิ้นเป็นฝ้าขาว ปวดศีรษะ ตามัว น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และจะเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดอื่นๆ ได้งายขึ้น เช่นวัณโรค ปอดบวม เยื้อหุ้มสมองอักเสบ มะเร็ง

 

Money mouthความเป็นมาของโรคเอดส์Money mouth  

เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ พบครั้งแรกในทวีปแอฟริกา ชื่อว่า เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV - Human Immunodeficiency Virus มี 2 ชนิด คือ HIV type 1 (HIV - 1) และ HIV type - 2 (HIV - 2) เชื้อไวรัสทั้งสองชนิด กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัส เอสไอวี (SIV- Samain Immunodeficiency Virus) ในลิง เชื้อเอชอีวี ตรวจพบครั้งแรกในเลือดของผู้ป่วยชาวคองโก ในปี พ.ศ.2502    ต่อมา ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2524 พบผู้ป่วยโรคเอดส์คนแรก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชายรักร่วมเพศ ป่วยเป็นโรคปอดบวม จากเชื้อนิวโมซิสตีส แครินิอาย (Pneumocystis Carinii)

สำหรับผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยนั้น เป็นชาย อายุ  28 ปี เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการในปี พ.ศ.2526 ได้รับการตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา พบว่า ปอดอักเสบจากเชื้อ (Pneumocystis Carii) แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคเอดส์ จึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

Money mouthการติดเชื้อFrown  

เชื้อไวรัสเอดส์ พบมากที่สุดในน้ำเหลือง เนื้อเยื่อต่างๆ รองลงมา คือน้ำอสุจิ น้ำหลั่งในช่องคลอด และน้ำหลั่งต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่นน้ำไขสันหลัง น้ำในช่องปอด น้ำในช่องท้อง น้ำในเนื้อเยื่อหัวใจ ส่วนน้ำลาย เสมหะ น้ำนม มีปริมาณไวรัสเอดส์น้อย และที่ไม่พบเชื้อดังกล่าวเลย คือ เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ

ดังนั้น ไวรัสเอดส์จึงติดต่อโดยช่องทางสำคัญ 3 ช่องทาง ดังนี้

1. ทางเลือด

  • การใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ 
    ซึ่งพบมากในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด
  • การรับเลือดขณะผ่าตัด หรือขณะรักษาโรค
  • การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ และขณะคลอด

2. ทางน้ำหลั่ง (น้ำจากช่องคลอดหรือน้ำอสุจิ)

  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง   หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติก็ตาม

3. ทางน้ำนม

  • การแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูกหลังคลอด โดยผ่านทางน้ำนม

Money mouthปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อUndecided  

  1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ
    หากได้รับเชื้อจำนวนมาก ก็มีโอกาสติดโรคมากไปด้วย
  2. การมีบาดแผล
    เพราะเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลได้
  3. จำนวนครั้งของการได้รับเชื้อ 
    โดยหากได้รับเชื้อบ่อยๆ ก็จะมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย
  4. สุขภาพของผู้รับเชื้อ
    ถ้าได้รับเชื้อเอดส์ในขณะที่ร่างกายไม่แข็งแรง ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  5. การติดเชื้ออื่นๆ
    เช่น การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ ทำให้เม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผลจำนวนมาก 
    พร้อมที่จะรับเชื้อได้ง่าย และเป็นหนทาง ให้เชื้อเอดส์เช้าสู่แผลได้ง่ายขึ้น

 Tongue outการรับประทานอาหารร่วมกันYell

  • โดยสารยานพาหนะด้วยกัน
  • พูดคุย/ สัมผัส หรือโอบกอดกัน
  • ใช้โทรศัพท์ร่วมกัน
  • ว่ายน้ำในสระหรือคลองเดียวกัน
  • ทำงานร่วมกัน
  • อยู่บ้านเดียวกัน
  • ถูกกัดโดยยุงหรือแมลงตัวเดียวกัน

Money mouthการตรวจหาเชื้อUndecided

1.  การตรวจขั้นต้น (Screening Test)

เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อนั้น  (Antibody)  วิธีการที่ใช้ตรวจขั้นต้น  คือ  ELISA  Test   ซึ่งราคาถูก สะดวก รวดเร็ว มีความไวสูง และให้ผลที่น่าเชื้อถือได้มากกว่า 99.5% ถ้าหากเลือดให้ผลบวก จะต้องได้รับการตรวจยืนยันอีกครั้งหนึ่ง

2.  การตรวจยืนยัน (Confirmatory Test)

เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการวินิจฉัยโรคจากการตรวจขั้นต้น ว่ามีการติดเชื้อเอดส์จริงหรือไม่ ซึ่งนิยมใช้วิธี WESTERN BLOT หากผลการตรวจยังไม่สามารถยืนยันได้  ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจต่อด้วยวิธี POLYMERASE CHAIN REACTION (PCR) หรือได้รับการตรวจซ้ำใหม่โดยวิธี WESTERN BLOT อีก 1 เดือนถัดมา อย่างไรก็ตาม วิธี WESTERN BLOT เป็นวิธีที่แพง และเปลืองแรงงานมาก อีทั้งยังแปลผลยาก ปัจจุบันจึงนิยมใช้ Agglutination Test แทน การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์นั้น มิใช่การตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ แต่เป็นการตรวจหาร่องรอยที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนั้น ซึ่งเรียกว่าภูมิต้านทาน และจะตรวจพบได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ขึ้นไป หลังจากรับเชื้อมาแล้ว หรืออาจจะนานกว่านั้น ดังนั้น หากสงสัยว่าจะติดเชื้อเอดส์ ไม่ควรตรวจเลือดทันที เพราะเลือดอาจยังไม่ให้ผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังสัมผัสเชื้อมาแล้ว 6 สัปดาห์ ขึ้นไป จะให้ผลที่แน่นอนกว่า

Cryการรักษา Cry

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีรักษาโรคเอดส์ให้หายได้ วิธีการรักษาในปัจจุบัน เป็นเพียงการให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์เพื่อชลอการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่มีหน้าที่หลักในระบบภูมิคุมกันของร่างกาย ยานี้จะเข้ามาช่วยลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสเอดส์ในร่างกาย ยาต้านไวรัสเอดส์ มี 3 ประเภท ได้แก่

1. Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors
    ได้แก่ AZT 3TC ABC ddl ddC และ d4T
2. Non-nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors
    ได้แก่ NVP EFV DLV
3. Protease Inhibitors (Pls)
    ได้แก่ IDV RTV NFV SQV

สูตรยาที่เหมาะสมและยอมรับได้ในปัจจุบัน คือ การให้ยาต้านไวรัสเอดส์ร่วมกัน อย่างน้อย 3 ชนิด (Triple-Drug Regimen) อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มี HIV Viral load มากกว่า 1 แสน copies/ ml นั้น ควรใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 4 ชนิด นอกจากนั้นยังมีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีสูตรผสมของยา 3 ชนิดอยู่ในเม็ดเดียวกัน ซึ่งมีชื่อว่า จีพีโอเวียร์ ทำให้ยามีราคาถูกลง และรับประทานได้ง่ายขึ้น

หากผู้ติดเชื้อเอดส์มีภูมิต้านทานลดลง (ค่าเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร) จะมีโอกาสติดโรคฉวยโอกาสเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องได้รับยาป้องกันหรือยารักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น

  • INH
    ใช้ป้องกันหรือรักษาวัณโรค
  • Cotrimoxazole Dapsone Aerozolized pentamidine
    ใช้ป้องกันหรือรักษาโรคปอดบวม
  • Itraconazole Fluconazole Amphotericin B
    ใช้ป้องกันหรือรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • Ketoconazole Itraconazole

Yellเอดส์ป้องกันได้  Tongue out

วิธีการที่จะช่วยป้องกันและหยุดยั้งการติดเชื้อเอดส์ คือ การปิดกั้นช่องทางการติดต่อโรค และปัจจัยเสี่ยงที่นำสู่โรค ได้แก่ 

  • การไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอดส์หรือป่วยเป็นเอดส์ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง
  • การไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนไม่ดื่มเหล้าและไม่ใช้สารเสพติด อันจะทำให้ขาดสติในการยับยั้งชั่งใจ และการป้องกันตัวเองจากโรคภัยต่างๆ
  • การตรวจเลือดและขอรับบริการปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ก่อนแต่งงานและก่อนที่คิดจะมีบุตร
  • หลีกเลี่ยงการรับเลือดโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็น ต้องเป็นเลือดที่ผ่านการทดสอบว่า ปราศจากเชื้อไวรัสเอดส์แล้วเท่านั้น

Undecidedการใช้ถุงยางอนามัย Tongue out 

  • ตรวจสอบว่าถุงยางอนามัยยังไม่หมดอายุ โดยดูวันที่ผลิต (ไม่เกิน 3 ปี) หรือวันหมดอายุที่บริเวณซอง
  • ซองต้องไม่ชำรุดหรือฉีกขาด
  • เลือกใช้ขนาดที่เหมาะสม ถ้าขนาดเล็กไปจะฉีกขาดง่าย หรือถ้าใหญ่เกินไปจะหลุดได้ง่าย
  • การสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีไฟสว่างพอประมาณจะง่ายกว่าสวมถุงยางในที่มืด
  • ฝ่ายหญิงอาจสวมถุงยางให้ผู้ชาย เพราะผู้ชายบางคนอวัยวะเพศอ่อนตัวง่ายหากต้องสวมเอง
  • ควรเตรียมถุงยางมากกว่าหนึ่งชิ้น เผื่อถุงยางฉีกขาดหรือการร่วมเพศซ้ำ
  • กรณีชายรักร่วมเพศหรือชายที่นิยมร่วมเพศทางทวารหนัก (Anal Intercourse) จำเป็นต้องใช้ถุงยางชนิดหนา เพราะถุงยางชนิดบาง(สำหรับร่วมเพศทางช่องคลอด) จะฉีกขาดง่ายหากใช้ร่วมทางทวารหนัก

Kissวิธีใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องUndecided 

  • หลังจากตรวจสอบว่า ถุงยางอนามัยไม่หมดอายุ ซองไม่มีรอยฉีกขาด ฉีกมุมซองโดยระมัดระวังไม่ให้เล็บมือเกี่ยวถุงยางอนามัยขาด
  • ใช้ถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัว บีบปลายถุงยาง เพื่อไล่อากาศเพราะหากมีฟองอากาศที่ปลายถุงยางอนามัย จะทำให้ถุงยางอนามัยแตกขณะร่วมเพศ
  • รูดถุงยางอนามัยโดยให้ม้วนขอบอยู่ด้านนอก
  • สวมถุงยางอนามัยแล้ว รูดให้ขอบถุงยางอนามัยถึงโคนอวัยวะเพศ
  • หลังเสร็จกิจ ควรรีบถอดถุงยางอนามัย ในขณะที่อวัยวะเพศยังแข็งตัว โดยใช้กระดาษชำระหุ้มถุงยางอนามัยก่อนที่จะถอด หากไม่มีกระดาษชำระ ต้องระวังไม่ให้มือสัมผัสกับด้านนอกของถุงยาง ควรสันนิษฐานว่าด้านนอกของถุงยาง อาจปนเปื้อนเชื้อเอดส์แล้ว
  • ทิ้งถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ลงในภาชนะรองรับ เช่น ถังขยะ

Kissข้อผิดพลาดที่เป็นสาเหตุให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือการใช้ถุงยางอนามัยไม่ได้ผลKiss 

  • เลือกถุงยางอนามัยไม่เหมาะสมกับอวัยวะเพศ(ถุงยางใหญ่เกินไปหลวมหลุดง่าย/ถุงยางเล็ก ฉีกขาดง่าย)
  • ใช้ถุงยางที่เก็บไว้นาน หมดอายุ หรือถุงยางเสื่อมคุณภาพเพราะเก็บในที่ไม่เหมาะสม(Poor Storage)
  • ถุงยางฉีกขาดขณะใช้เล็บฉีกซองถุงยาง
  • ร่วมเพศไปช่วงหนึ่งแล้วต่อมาจึงสวมถุงยางเมื่อใกล้หลั่งน้ำอสุจิ
  • สวมถุงยางโดยไม่บีบปลายไล่อากาศ ทำให้ฉีกขาดขณะร่วมเพศ
  • รูดถุงยางไม่สุดโคนอวัยวะเพศ ซึ่งอาจมีแผลเป็นทางรับเชื้อ
  • การร่วมเพศขณะช่องคลอดแห้ง (ไม่มีน้ำหล่อลื่นหรือร่วมเพศนานไม่ใช้สารหล่อลื่น)ประกอบกับร่วมเพศรุนแรง เป็นเหตุให้ถุงยางฉีกขาดได้
  • ภาวะมึนเมาสุรา ทำให้โอกาสใช้ถุงยางมีน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอคุณ http://kpo.moph.go.th/Webkpo/aids/aids1.htm

Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

นาฬิกา/ปฏิทิน

Ulti Clocks content

วันนี้ในอดีต